ความสุขเล็กๆ
posted on 01 Jan 2012 03:06 by piyarith 1
“เห้ย มึงต้องรุ้จักติดดินบ้าง”
เด็กชายใส่แว่นคนหนึ่งที่ตัวเล็กกว่าคำพูดกำลังปล่อยประโยคนี้กับเพื่อนตัวอ้วนข้างๆ
“เนี่ย แค่เนี้ยกูก็มีความสุขสุดๆแล้วว่ะ”
ผมลุกออกจากเก้าอี้สีน้ำตาลแก่ไปดูความสุขของเด็กแว่น
มันไม่มีอะไรมาก มันเป็นแค่ปลากระป๋องหนึ่งตัว ที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนจานข้าวสีขาว
เคียงข้างข้าวสวยที่ส่งกลิ่นหอมมายั่วจมูก
ผมยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือความสุขจากปลากระป๋องตัวนี้
แต่เสียงที่เขาเคี้ยวบอกผมว่าเขาไม่ได้พูดเล่น
2
วันนี้เป็นสิ้นปี
หรือวันที่ 31 ธันวาคม 2554
ไม่แน่ใจว่าผมจะเริ่มเข้าข่ายคนมีอายุแล้วหรือเปล่า ผมรู้สึกว่าวันนี้มันก็เหมือนวัน
ธรรมดาวันอื่นๆ มิหนำซ้ำผมรู้สึกขี้เกียจมากกว่าเดิม ไฟในใจที่สมัยก่อนต้องหาสถานที่ๆคน
เยอะๆแล้วไปร่วมนับถอยหลัง ไม่รู้ตอนนี้มันดับไปตั้งแต่ตอนไหน
พูดกันตามปัจจุบันผมเริ่มไม่ค่อยรู้สึกว่ามันจะมีความสุขหรือสนุกสักเท่าไหร่
ซึ่งคงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึก สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือผู้คนที่มาร่วมสวดมนต์ข้ามปี กิจกรรม
ที่เสริมสร้างบุญกุศลและเป็นศิริมงคลให้กับตัวเองนั้นมีจำนวนเยอะขึ้น และในจำนวนที่เพิ่มมา
จนบางวัดต้องมีการยืนหน้าประตูรั้ว ก็เห็นจะเป็นวัยรุ่นเสียส่วนใหญ่
ดูแล้วก็น่าชื่นใจและขออนุโมทนาสาธุ
3
ผมไม่ได้วางแผนอะไรมากไปกว่าการเดินเล่นบริเวณใกล้ๆบ้านมองดูผู้คนที่กำลัง
เดินทางไปเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า หรือไปเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆพร้อมกัน
หลายคนอาจจะบอกว่าเราเริ่มต้นตอนไหนก็ได้นี่ไม่เห็นจำเป็นต้องปีใหม่เลย
ผมว่าถ้าเรามีจุดเริ่มต้นหรือว่ามีเส้นให้ออกตัว มันก็ดูไม่เลวร้ายอะไรนัก
แต่จะให้ผมไป “นับถอยหลัง” เพื่อเริ่มต้นใหม่มันก็ดูตลกไม่น้อย
คำว่าเริ่มต้นใหม่มันควรจะนับไปข้างหน้าไม่ใช่หรอกหรือ?
หรืออาจจะเป็นผมคนเดียวที่รู้สึกว่ามันตลก
4
“ปลากระป๋องตัวนี้ทำไมถึงทำให้จั๊มมีความสุขล่ะ”
ผมไม่ปล่อยให้ความสงสัยอยู่เฉยๆ
เด็กชายที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่หันมาพูดด้วยสีหน้าใสซื่อ
“ไม่รู้อ่ะพี่ ก็มันอร่อย กินแล้วก็มีความสุข”
ผมรู้สึกว่าผมคิดอะไรมากไป มันก็จริงแบบที่น้องเขาพูด มันแทบจะไม่มีอะไรเลย
แค่อร่อยก็เลยมีความสุข
5
ผมปล่อยให้ลมเย็นๆพัดผ่านหน้าของผมไปเป็นเวลานานพอสมควร
นานพอจนที่ผมเห็นคนขี่จักรยานตรงหน้าเล่นท่าท่างโลดโผนเกือบสิบท่า
เสาชิงช้าคือที่ๆผมรู้สึกว่ามันโอเคที่สุดสำหรับวันสิ้นปี
ด้วยความสัตย์จริง ตอนแรกก็กะจะเดินเข้าไปในวัดฟังบทสวดมนต์จากพระท่าน
แต่พอเห็นจำนวนที่เดินเข้าออกแล้ว เกรงว่าถ้าเข้าไปก็อาจจะได้บาปออกมามากกว่า
นั่งข้างนอกตากลมฟังเสียงจากเครื่องขยายเสียงที่ดังออกมาแล้วกัน ผมคิดในใจ
ผมนั่งมองผู้คนรอบๆที่ต่างก็นั่งกันเป็นคู่บ้าง หรือเดินคุยหยอกล้อกันบ้าง
ใครมาเห็นแบบผมก็จะเห็นว่ารอบๆตัวผมนั้นก็มีแต่ความสุขเต็มไปหมด ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ของแต่ละคนก็เป็นหลักฐานมัดตัวให้เห็นกันจะจะ
แล้วทำไมตัวผมในอดีตหรือผู้คนในปัจจุบันถึงต้องพยายามไปเฉลิมฉลองความสุขให้มัน
ยุ่งยากหรือลำบากมากขึ้นด้วย ผมแอบตั้งข้อสงสัยขึ้นมา
แต่ก็แบบที่หลายคนพูดอีกนั่นแหละ ความสุขก็คือความสุข
ไม่ต้องไปถามมันหรอกว่ามันคืออะไร
ผมนั่งมองบริเวณรอบๆอย่างสบายใจ
แต่แล้วสายตาผมก็เหลือบไปเห็นแผ่นหินสีดำที่มีขนาวยาวหลายเมตร
บนแผ่นหินนั้นมีลักษณะเป็นเงาสะท้อนกับไฟสปอร์ตไลท์ บนแผ่นนั้นมีสลัก
ชื่อเมืองหลวงของประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า เป็นชื่อที่ยาวที่สุดในโลก
ผมเดินตามอ่านชื่อนั้นจนจบแล้วกลับมานั่งคิดอะไรอยู่ 2 อย่าง
อย่างแรกชื่อที่ผมเพิ่งอ่านไปมันยาวสมกับที่เป็นที่สุดในโลกจริงๆ
อย่างที่สองมันอาจจะไม่เกี่ยวอะไรมากนักกับการมานั่งในคืนนี้
แต่อยู่ดีๆผมก็นึกถึงปลากระป๋องตัวนั้นที่นอนอยู่ในจานข้าวของน้องติวผม
และอยากจะลองไปหาปลากระป๋องมากินสักตัว
ไม่แน่คืนนี้ผมอาจจะมีความสุขที่สุดในโลก
“เห้ย มึงต้องรุ้จักติดดินบ้าง”
เด็กชายใส่แว่นคนหนึ่งที่ตัวเล็กกว่าคำพูดกำลังปล่อยประโยคนี้กับเพื่อนตัวอ้วนข้างๆ
“เนี่ย แค่เนี้ยกูก็มีความสุขสุดๆแล้วว่ะ”
ผมลุกออกจากเก้าอี้สีน้ำตาลแก่ไปดูความสุขของเด็กแว่น
มันไม่มีอะไรมาก มันเป็นแค่ปลากระป๋องหนึ่งตัว ที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนจานข้าวสีขาว
เคียงข้างข้าวสวยที่ส่งกลิ่นหอมมายั่วจมูก
ผมยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือความสุขจากปลากระป๋องตัวนี้
แต่เสียงที่เขาเคี้ยวบอกผมว่าเขาไม่ได้พูดเล่น
2
วันนี้เป็นสิ้นปี
หรือวันที่ 31 ธันวาคม 2554
ไม่แน่ใจว่าผมจะเริ่มเข้าข่ายคนมีอายุแล้วหรือเปล่า ผมรู้สึกว่าวันนี้มันก็เหมือนวัน
ธรรมดาวันอื่นๆ มิหนำซ้ำผมรู้สึกขี้เกียจมากกว่าเดิม ไฟในใจที่สมัยก่อนต้องหาสถานที่ๆคน
เยอะๆแล้วไปร่วมนับถอยหลัง ไม่รู้ตอนนี้มันดับไปตั้งแต่ตอนไหน
พูดกันตามปัจจุบันผมเริ่มไม่ค่อยรู้สึกว่ามันจะมีความสุขหรือสนุกสักเท่าไหร่
ซึ่งคงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึก สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือผู้คนที่มาร่วมสวดมนต์ข้ามปี กิจกรรม
ที่เสริมสร้างบุญกุศลและเป็นศิริมงคลให้กับตัวเองนั้นมีจำนวนเยอะขึ้น และในจำนวนที่เพิ่มมา
จนบางวัดต้องมีการยืนหน้าประตูรั้ว ก็เห็นจะเป็นวัยรุ่นเสียส่วนใหญ่
ดูแล้วก็น่าชื่นใจและขออนุโมทนาสาธุ
3
ผมไม่ได้วางแผนอะไรมากไปกว่าการเดินเล่นบริเวณใกล้ๆบ้านมองดูผู้คนที่กำลัง
เดินทางไปเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า หรือไปเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆพร้อมกัน
หลายคนอาจจะบอกว่าเราเริ่มต้นตอนไหนก็ได้นี่ไม่เห็นจำเป็นต้องปีใหม่เลย
ผมว่าถ้าเรามีจุดเริ่มต้นหรือว่ามีเส้นให้ออกตัว มันก็ดูไม่เลวร้ายอะไรนัก
แต่จะให้ผมไป “นับถอยหลัง” เพื่อเริ่มต้นใหม่มันก็ดูตลกไม่น้อย
คำว่าเริ่มต้นใหม่มันควรจะนับไปข้างหน้าไม่ใช่หรอกหรือ?
หรืออาจจะเป็นผมคนเดียวที่รู้สึกว่ามันตลก
4
“ปลากระป๋องตัวนี้ทำไมถึงทำให้จั๊มมีความสุขล่ะ”
ผมไม่ปล่อยให้ความสงสัยอยู่เฉยๆ
เด็กชายที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่หันมาพูดด้วยสีหน้าใสซื่อ
“ไม่รู้อ่ะพี่ ก็มันอร่อย กินแล้วก็มีความสุข”
ผมรู้สึกว่าผมคิดอะไรมากไป มันก็จริงแบบที่น้องเขาพูด มันแทบจะไม่มีอะไรเลย
แค่อร่อยก็เลยมีความสุข
5
ผมปล่อยให้ลมเย็นๆพัดผ่านหน้าของผมไปเป็นเวลานานพอสมควร
นานพอจนที่ผมเห็นคนขี่จักรยานตรงหน้าเล่นท่าท่างโลดโผนเกือบสิบท่า
เสาชิงช้าคือที่ๆผมรู้สึกว่ามันโอเคที่สุดสำหรับวันสิ้นปี
ด้วยความสัตย์จริง ตอนแรกก็กะจะเดินเข้าไปในวัดฟังบทสวดมนต์จากพระท่าน
แต่พอเห็นจำนวนที่เดินเข้าออกแล้ว เกรงว่าถ้าเข้าไปก็อาจจะได้บาปออกมามากกว่า
นั่งข้างนอกตากลมฟังเสียงจากเครื่องขยายเสียงที่ดังออกมาแล้วกัน ผมคิดในใจ
ผมนั่งมองผู้คนรอบๆที่ต่างก็นั่งกันเป็นคู่บ้าง หรือเดินคุยหยอกล้อกันบ้าง
ใครมาเห็นแบบผมก็จะเห็นว่ารอบๆตัวผมนั้นก็มีแต่ความสุขเต็มไปหมด ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ของแต่ละคนก็เป็นหลักฐานมัดตัวให้เห็นกันจะจะ
แล้วทำไมตัวผมในอดีตหรือผู้คนในปัจจุบันถึงต้องพยายามไปเฉลิมฉลองความสุขให้มัน
ยุ่งยากหรือลำบากมากขึ้นด้วย ผมแอบตั้งข้อสงสัยขึ้นมา
แต่ก็แบบที่หลายคนพูดอีกนั่นแหละ ความสุขก็คือความสุข
ไม่ต้องไปถามมันหรอกว่ามันคืออะไร
ผมนั่งมองบริเวณรอบๆอย่างสบายใจ
แต่แล้วสายตาผมก็เหลือบไปเห็นแผ่นหินสีดำที่มีขนาวยาวหลายเมตร
บนแผ่นหินนั้นมีลักษณะเป็นเงาสะท้อนกับไฟสปอร์ตไลท์ บนแผ่นนั้นมีสลัก
ชื่อเมืองหลวงของประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า เป็นชื่อที่ยาวที่สุดในโลก
ผมเดินตามอ่านชื่อนั้นจนจบแล้วกลับมานั่งคิดอะไรอยู่ 2 อย่าง
อย่างแรกชื่อที่ผมเพิ่งอ่านไปมันยาวสมกับที่เป็นที่สุดในโลกจริงๆ
อย่างที่สองมันอาจจะไม่เกี่ยวอะไรมากนักกับการมานั่งในคืนนี้
แต่อยู่ดีๆผมก็นึกถึงปลากระป๋องตัวนั้นที่นอนอยู่ในจานข้าวของน้องติวผม
และอยากจะลองไปหาปลากระป๋องมากินสักตัว
ไม่แน่คืนนี้ผมอาจจะมีความสุขที่สุดในโลก
edit @ 1 Jan 2012 03:09:39 by FORGOT