ไม่แน่ใจว่ามันมาเข้ามาอยู่ในความคิดตั้งแต่ตอนไหน
             อาจจะเป็นทีวี ภาพยนตร์ การ์ตูน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันทำให้ความรู้สึกนี้มันฝังลึก
เข้าไปในใจ มันลึกพอที่จะทำให้เรารู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่เห็นภาพตรงหน้า
             มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่ามันคือความรู้สึกอะไร


             สิ้นเดือน คนเยอะและรถติด ผมไม่แน่ใจว่าจำนวนคนและรถที่มากมายขนาดนี้กำลัง
จะมุ่งหน้าไปที่ไหน อาจจะเลี้ยงฉลองให้กับการทำงานที่เสียแรงกายมากว่าเดือน หรืออาจจะ
กลับบ้านปกติราวกับว่าไม่ได้มีอะไรที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง
             จากจำนวนคนที่รอรถเมล์ในป้ายเดียวกัน ก็พอจะบอกได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อย
เหมือนกัน ที่พวกเขาก็ไม่ได้ใช้ชีวิตสิ้นเดือนแตกต่างไปจากเดิม ผมที่เป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้นก็
ยังคงสูดดมควันรถที่วิ่งผ่านไปมา ถ้าเหนื่อยหรืออาจจะเรียกว่าาพิเศษหน่อยสำหรับพวกเรา
(ผมและคนอื่นๆที่รอรถเมล์อยู่) ก็คงจะไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าแทกซี่มิเตอร์ แต่เวลานี้รถเมล์
คงถูกและดีที่สุดสำหรับคนที่ยืนอยู่ตรงนี้
             “ฟิบทีน ฟิบทีน”
             ผมไม่ได้หันไปมอง เพราะรู้ว่าตรงนี้เป็นป้ายที่ชาวต่างชาติจะมาถามสายรถเมล์เป็น
ประจำ จุดหมายก็มีอยู่ไม่กี่ที่ระแวกถนนราชดำเนิน
             “ฟิบทีน ฟิบทีน!”
             ผมหันไปตามเสียงที่เริ่มเน้นคำพูดให้มีสำเนียงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
             พูดกันตรงๆ ผมแอบขำหน้าตาของชาวต่างชาติที่ยืนอยู่ 2 คน พวกเธอคงมาจาก
ประเทศจีน เพราะดูจากเค้าโครงใบหน้าแล้ว ไม่ต่างไปจากญาติอาหมวยของผมเท่าไหร่นัก
พวกเธอกำลังยืนงงระดับที่ใครเห็นก็ต้องตั้งคำถามว่า “อะไรมันจะงงขนาดนั้น”
             ผมแอบยิ้มเล็กๆ ก่อนเสนอตัวเดินเข้าไปบอกทางใหม่ให้กับพวกเธอ
             กี่ครั้งแล้วนะที่เรารับหน้าที่เป็นไกด์นำทางจำเป็น ผมถามตัวเองตอนที่อยู่บนรถเมล์
คงเป็นสิบหรือมากกว่านั้น แต่จำนวนมันก็คงจะไม่สำคัญเท่ากับแต่ละครั้งมันทำให้ผมรู้ว่าโลก
ใบนี้มันใหญ่พอที่จะทำให้เราเห็นความหลากหลาย ไม่ว่าจะภาษา เชื้อชาติ หรือวัฒนธรรม
แต่ในขณะเดียวกัน โลกมันก็เล็กพอที่จะทำให้เราได้มาเจอกันที่ไหนสักที่ อย่างเช่นรถเมล์สาย 15
ที่ผมและพวกเธอกำลังคุยกันอยู่ในตอนนี้
             รถเมล์ในตอนเย็น ใครก็รู้ว่าคนเยอะและร้อนอบอ้าวแค่ไหน แต่เรา 3 คนกลับพูดคุย
แลกเปลี่ยนที่มาที่ไป จุดมุ่งหมายของแต่ละคน บ้างก็มีแอบๆ ไปสะกิดถึงความฝันเล็กน้อย
ไม่แน่ใจว่าพวกเธอสองคนจะเป็นมั้ย แต่การสนทนาครั้งนี้รอบข้างพวกเราหายไป
             “ฉันอยู่เมืองจีน ฉันยังไม่เคยไปปักกิ่งเลย” พวกเธอบอกจังหวัดที่อยู่ และตอบคำถามผม
ว่าเคยไปสนามกีฬารังนกอันโด่งดังหรือเปล่า
             นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมคิดออกนอกจากกำแพงเมืองจีน ที่จะหาเรื่องชวนคุยได้ ประเทศจีน
กว้างใหญ่จนสิ่งที่ผมรู้นั้นมันน้อยนิด แต่ในมุมกลับกันมันก็อาจจะเป็นที่ความสนใจของผมก็ได้ที่
มันน้อยนิด จนประเทศจีนใหญ่ในความคิดของผม
             “กรุงเทพใหญ่มาก”
             ผมอดยิ้มไม่ได้เป็นครั้งที่สองจากคำพูดของพวกเธอ พวกเธอทั้งสองตอบหน้าจริงจัง
และทำหน้าราวกับว่ากรุงเทพใหญ่พอๆ กับประเทศที่พวกเธออาศัยอยู่
             ผมชี้นิ้วไปที่น๊อตตัวหนึ่งข้างๆ หน้าต่างรถเมล์ ท่ามกลางความ งง ของ 2 สาว
             “This is Thailand.”
             ทั้งสองยังคงทำหน้า งง
             “and this bus is China.”
             ผมตอกย้ำความจริงให้พวกเธอทั้ง 2 ฟัง พร้อมกับเสียงหัวเราะของพวกเรา 3 คน


            “เจอกันใหม่ครับ”
             “ไจ้เจี้ยน”
             เราร่ำลาด้วยวัฒนธรรมที่พวกเราต่างคนต่างสวมมันอยู่ แม้ฟังดูต่างกัน แต่ทั้งหมดนี้
เราทั้ง 3 คนเข้าใจ
             เรายืนอมยิ้มให้กันนานหลายวิ นานจนผมอดคิดไม่ได้ว่าเรายังอยากสร้างเสียงหัวเราะ
ด้วยกันอยู่ แต่ก็นั่นแหละ พวกเธอก็มีสิ่งที่พวกเธอต้องทำ และผมก็มีสิ่งที่ผมต้องทำไม่ต่างกัน
              ระหว่างเดินกลับบ้านความรู้สึกเดิมๆ ที่รู้สึกทุกครั้งที่มีการร่ำลาค่อยๆ คลานเข้ามา
มันไม่ใช่ความทุกข์แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่กล้าพูดว่ามันคือความสุข
             ผมมองท้องฟ้าตอนกลางคืนที่วันนี้เต็มไปด้วยเมฆ พลางหลับตาบ้างเป็นระยะที่ลมพัดเข้ามา
             “ใครที่เจอความสุข แล้วจะไม่อยากมีความสุข” ผมคิดประโยคนี้ในใจพร้อมกับทำความ
เข้าใจกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

             บางทีเราไม่ได้ต้องการครอบครองความสุข
             แต่บางทีโลกก็แกล้งทำเป็นใหญ่ในตอนที่เราโหยหาความสุข
             และแกล้งทำเป็นเล็กนิดเดียวในตอนที่เรากำลังแบกทุกข์
             คราวนี้ก็ได้แต่หวัง

             หวังว่าคราวนี้โลกคงจะไม่ใหญ่เกินไปสำหรับเสียงหัวเราะของพวกเรา

 
 
 



edit @ 1 May 2013 00:40:12 by FORGOT